วันอาทิตย์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
หมอ
คำว่า "หมอ" สะกดด้วย ห.หีบ หมายถึงการให้ ม.ม้า หมายถึงการมอบ และอ.อ่าง หมายถึงการอุทิศ เพราะฉะนั้น ทั้งหมดจึงหมายถึงการให้อย่างเดียว ไม่ใช่การรับ...
ข้อเท็จจริงของอาชีพแพทย์
1. คนมักเข้าใจว่าหมอผู้ชายต้องใส่แว่นผมเรียบทุกคน
จริงๆ แล้วไม่ใช่ทุกคนหรอก
2. คนมักเข้าใจว่าหมอผู้หญิงต้องแต่งตัวป้าๆ
สวมแว่นตาหนาเตอะ ถ้าเช่นนี้โปรดระวัง
คนที่กำลัง dance สะบัดอยู่ข้างๆ คุณ
อาจเป็น resident 3 ก็ได้
3. ถ้าคุณเข้าใจว่าหมอทุกคนสามารถแทงเส้น
ได้เก่งกว่าพยาบาล .. คุณเข้าใจผิด
4. และถ้าคุณเข้าใจว่าพยาบาลทุกคนแทงเส้น
เก่งกว่าหมอ .. คุณก็เข้าใจผิดเช่นกัน
5. ไม่จำเป็นหรอกนะที่หมอต้องใส่เสื้อกาวน์
6. ดังนั้น .. เวลาขอความเห็นจากหมอ
หลายๆ คนพร้อมกันโปรดดูหน้าด้วย
บางทีคนที่ไม่ได้ใส่กาวน์เขาอาจเป็นอาจารย์
ส่วนคนที่ใส่เสื้อกาวน์เขาอาจเป็นแค่นักเรียนแพทย์
7. เป็นหมอไม่ได้จำเป็นว่าต้องรู้จักทุกโรค
8. และหมอเฉพาะทางก็รักษาหวัดได้
9. หมอที่จบศิริราชไม่ได้รู้เรื่องธาลัสซีเมียทุกคน
10. เช่นเดียวกับหมอรามาฯ
ที่ไม่ได้เก่งเรื่องเด็กไปทั้งหมด
11. คงเคยได้ยินคำว่า “หัวหมอ”
โปรดทำความเข้าใจใหม่ว่าไม่ได้มาจากหมอ
ที่แปลว่าแพทย์เพราะคำนี้มีมาก่อนมีอาชีพแพทย์
12. นักศึกษาแพทย์ทุกคนต้องเคยผ่าศพ
แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะไม่กลัวผี
13. คนเรียนหมอได้ไม่ใช่เก่งชีวะทุกคน
14. และคนเรียนหมอได้ไม่ใช่แค่ท่องจำเก่ง
15. คนชอบบอกว่าอาชีพหมอ ง่าย สบาย เงินดี
แต่แปลกที่คนพวกนี้มักไม่ใช่หมอ
16. หมอมักแนะนำให้คนไข้ออกกำลังกายมากๆ
พักผ่อนให้เพียงพอแต่ตัวเองกลับทำไม่ได้
17. โดยเฉพาะเรื่องพักผ่อนให้เพียงพอ
18. เป็นอาชีพหนึ่งที่อายุขัยยังเท่ากับคนไทย
เมื่อ 20 ปีก่อน
19. โปรดอย่าทำหน้าแปลกใจ
ที่เห็นหมอแต่งงานกับวิศวกร
20. หมอพรทิพย์เป็นหมอจริง
แต่หมอหน่อยกับหมออ้อยไม่ใช่หมอ
21. หมอก็ป่วยเป็น
22. หมอต้องกินข้าว
23. ถ้าตอน 5 ทุ่มคุณหลับไปโดยเห็นหมอยังไม่กลับ
และตอนหกโมงเช้าเห็นหมอยืนอยู่
นอกจากนึกว่า "ทำไมหมอแต่งตัวไม่เรียบร้อย
เสื้อก็ยับออกยังงั้น แถมยังเปื้อนนิดๆ
ผมเผ้าไม่ค่อยเรียบร้อย" ช่วยมองเพิ่มด้วยว่า
ขอบตาหมอดำแค่ไหน
24. ห้องพิเศษของผู้ป่วยไม่ใช่ห้องที่หมอ
ต้องอยู่ประจำ 24 ชั่วโมง
25. ถ้าคุณดูละครของช่อง 3 หรือ 7 เป็นประจำ
โปรดทำความเข้าใจเสียใหม่ว่าไม่มีหมอคนไหนหรอก
ที่วัดความดันกับดูเอกซเรย์ปอดก่อนที่จะบอกออกมา
ทันทีว่าคุณเป็นมะเร็งปอดระยะที่สาม .. นั่นมันละคร
26. อย่าลืมว่ากลางคืนเป็นเวลานอนของมนุษย์
... รวมทั้งหมอด้วย
27. นั่นหมายความว่า .. แพทย์เวร
ไม่ได้นั่งลืมตาอยู่เวรทั้งคืน
28. แม้จะเจาะเลือดคนไข้ได้
ก็ไม่ได้หมายความว่าหมอไม่กลัวเข็ม
29. แม้จะรักษาคนไข้ได้ก็ไม่ได้หมายความว่า
หมอจะรักษาตัวเองได้เสมอไป
30. หมอโรคหัวใจไม่ใช่ว่าจะเป็นโรคหัวใจไม่ได้
31. เช่นเดียวกับหมอรักษามะเร็ง หมอกระดูก ฯลฯ
32. หมอสูติฯ ก็ไม่ได้กลัวการคลอด
น้อยไปกว่าคนไข้เลย
33. หมอทุกคนไม่ได้เป็นอย่างที่ลงข่าว
34. หมอทุกคนไม่ได้ห้อยหูฟัง
35. และหมอก็ไม่ได้จำเป็นต้องใช้หูฟัง
ในการตรวจทุกครั้งด้วย
งานที่หลายคนไฝ่ฝันอาชีพ หมอ หรือแพทย์หรือนายแพทย์
ผมเองก็เคยฝันไว้เหมือนกันแต่ว่าการเรียนต้องขยันแล้วก็มีความรู้
เยอะครับ เก่งหลายด้าน ผมว่ากว่าจะสอบเป็นหมอได้ไม่ง่ายเหมือนกันครับ
ลองมาดูความหมายและความรู้เกี่ยวกับคุณหมอนะครับ
แพทย์ (อังกฤษ: physician, doctor) หรือเรียกเป็นภาษาพูดว่า “หมอ”
ในบางพื้นที่ตามชนบทแพทย์อาจถูกเรียกเป็น “หมอใหญ่” เพื่อเลี่ยง
ความสับสนกับการเรียกพยาบาลหรือเจ้าหน้าที่ทางด้านสาธารณสุขต่างๆ
แพทย์มีหน้าที่ ซักถามประวัติ ตรวจร่างกาย และส่งตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติม
เพื่อสั่งการรักษาหรือให้การรักษาโรค ส่งเสริมฟื้นฟูสุขภาพ ให้กับผู้ป่วย
ร่วมกับบุคลากรด้านสุขภาพอื่นๆ
การเข้าศึกษาแพทยศาสตร์
ปัจจุบันมีหน่วยงานชื่อว่า กลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย (กสพท.)
ทำหน้าที่จัดสอบคัดเลือกและประกาศผลนักเรียนที่จบการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่หก
เพื่อเข้ารับการศึกษาในคณะแพทยศาสตร์ต่างๆ ทั่วประเทศ และมีการรับนักเรียน
ตามโครงการต่างๆ อีกหลายโครงการ
การเรียนแพทยศาสตร์
การเรียนแพทยศาสตร์ในประเทศไทยใช้เวลาเรียน 6 ปี ปีแรกเรียนวิทยาศาสตร์ทั่วไป
เน้นเกี่ยวข้องทางชีววิทยา ปีที่ 2-3 เรียนวิชาที่เกี่ยวข้องทางการแพทย์ เรียกระยะนี้ว่า
ปรีคลินิก (Preclinic) ปีที่ 4-5 เรียนและฝึกงานผู้ป่วยจริงร่วมกับแพทย์รุ่นพี่และอาจารย์
เรียกระยะนี้ว่า ชั้นคลินิก (Clinic) และปีสุดท้ายเน้นฝึกปฏิบัติกับผู้ป่วยจริงภายใต้
การดูแลของแพทย์รุ่นพี่และอาจารย์เรียกระยะนี้ว่า เอกซ์เทอร์น (Extern)
แพทย์จบใหม่ในประเทศไทย
เมื่อนักเรียนแพทย์ในประเทศไทยศึกษาจบแพทยศาสตร์บัณฑิต บัณฑิตแพทย์ต้องมีการทำงาน
หรือการชดใช้ทุนของแพทย์เป็นเวลา 3 ปี โดยกำหนดให้ทำงานให้รัฐบาล ซึ่งหากผิดสัญญาต้อง
จ่ายค่าชดเชยให้รัฐตามแต่สัญญาซึ่งทำไว้ตั้งแต่ก่อนเข้ารับการศึกษากำหนด ในปีแรกแพทยสภา
กำหนดให้มีการฝึกปฏิบัติงานเพิ่มเติมในโรงพยาบาลใหญ่ๆ ภายใต้การดูแลของแพทย์รุ่นพี่ที่มี
ประสบการณ์เป็นเวลา 1 ปี ซึ่งเรียกระยะนี้ว่า อินเทอร์น (Intern)
แพทย์เฉพาะทาง
หลังจากที่บัณฑิตแพทย์สำเร็จการศึกษาออกมาและได้เพิ่มพูนทักษะตามจำนวนปีที่แพทยสภา
(Medical concils of Thailand) เป็นผู้กำหนดแล้ว สามารถสมัครเพื่ออบรมเป็นแพทย์ประจำบ้าน
(Medical Resident) และเมื่อจบหลักสูตรการอบรมและสามารถสอบใบรับรองจากราชวิทยาลัยแพทย์ต่างๆ
ได้แล้ว จึงจะได้เป็นแพทย์เฉพาะทางได้ต่อไป
สาขาของแพทย์เฉพาะทาง
* อายุรแพทย์ – แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านอายุรศาสตร์
* สูตินรีแพทย์ – แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสูตินรีเวชวิทยา
* ศัลยแพทย์ (Surgeon) – แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยศาสตร์
* จักษุแพทย์ (Opthalmologists) – แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจักษุวิทยา
* จิตแพทย์ – แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวชศาสตร์
* แพทย์โสตศอนาสิก – แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโสตศอนาสิกวิทยา
* พยาธิแพทย์ – แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพยาธิวิทยา
* รังสีแพทย์ – แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านรังสีวิทยา
* วิสัญญีแพทย์ (Anesthesiologists/Anesthetist) – แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านวิสัญญีวิทยา
* กุมารแพทย์ (Pediatrics) – แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกุมารเวชศาสตร์
* แพทย์เวชปฏิบัติครอบครัว (Family Medicine) – แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชปฏิบัติครอบครัว
* แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู- แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟู
* แพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉิน- แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ฉุกเฉิน
วิชาที่เรียนของแต่ละชั้นปี / ลักษณะการเรียน
1. การเรียนคณะแพทย์ ทุกสถาบันจะต้องเรียนทั้งสิ้น 6 ปีนะครับ
โดยจะแบ่งออกเป็น 2 section ใหญ่ๆ คือ
ช่วงชั้น pre clinic ได้แก่ ปี 1 2 และ 3
ช่วงชั้น clinic ได้แก่ ปี 4 5 และ 6 (น้องจะได้เจอผู้ป่วยในชั้น clinic นะ)
ซึ่งเมื่อจบมาไม่ว่าที่ไหน จะเป็นแพทย์ที่ดีได้เหมือนกัน แต่ระหว่างการเรียนอาจจะต่างตรงวิชา หรือ วอร์ดที่จะผ่านก่อนหลัง เท่านั้นเอง
ซึ่งที่นี้พี่คงรู้แค่ของทางจุฬาฯ ก็จะบอกเท่าที่รู้ละกันนะ
2.คำศัพท์ที่น้องๆมักสงสัยกัน คือ
- extern คือ นิสิตชั้นปีที่ 6
- intern คือ แพทย์ใช้ทุน (หลังจบปี 6 แล้วนั่นเอง)
- ward คือ ที่ที่ผู้ป่วยพักอยู่ (ผู้ป่วยใน)
- round คือ การไปเดินดูคนไข้ว่าอาการเป็นอย่างไร
3. ปี 1 เรียนอะไรบ้าง
- ภาษาอังกฤษ เช่น Experimental English 1+2 (อังกฤษมหาวิทยาลัย) English for Medical Professional 1+2 (เนื้อหาจะเกี่ยวกับแพทย์นิดนึง)
- Physics for Medical Students (จะเรียนฟิสิกส์แค่บางบท และเรียนแบบไม่มี cal ด้วย ^ ^)
- Chemistry for Medical Students (จะเรียนทั้ง gen chem และ organic chem เนื้อหาแอบเยอะพอควร) +Lab
- Doctor and society (เรื่องเกี่ยวกับแพทย์ทั่วๆไป เช่น Holistic approach, ประวัติทางการแพทย์)
- Cell Biology for Medical Students (จะเป็นเนื้อหาคล้ายๆกับชีวะ ม.ปลาย แต่ละเอียดลึกขึ้น และเสริมเนื้อหาบางอย่างที่จะใช้ในปีต่อๆไป)
- วิชาเลือกทั่วไปอีก 18 หน่วยกิต ซึ่งสามารถเลือกเรียนได้ตามอัธยาศัย
4. ปี 2 เรียนอะไรบ้าง
- ปีนี้น้องจะเน้นเรียนเกี่ยวกับร่างกายที่ปกติของคนเรา
- น้องจะได้ผ่ากรอส (ผ่าอาจารย์ใหญ่) ในเทอม 1
- จุฬาฯ จะเรียนเป็นระบบ block (การ integrate เนื้อหาที่เกี่ยวข้องกันเข้าด้วยกันนั่นเอง)
พูดง่ายๆ เช่น เมื่อน้องเรียนระบบกระดูก จะต้องเรียนว่ามันอยู่ที่ไหน (anatomy) ทำงานยังไง (physiology) เป็นต้น
- วิชาอื่นๆ เช่น Metabolism and Nutrition (เมแทบอลิสมและโภชนาการ), Neuroscience (ประสาทศาสตร์) เป็นต้น
5. ปี 3 เรียนอะไรบ้าง
- ปีนี้เราจะเน้นไปที่ร่างกายที่ผิดปกติ (หลังจากที่เราเรียนร่างกายที่ปกติว่ามันเป็นยังไงในปี 2 ไปแล้ว)
- วิชาที่เราจะเรียนก็จะมีมากมาย (ก็ปีหน้าจะต้องไปตรวจคนไข้แล้วหนิ) พี่ขอบอกเฉพาะที่สำคัญๆละกัน
Immunology (หลักภูมิคุ้มกันวิทยา), Microbiology and Parasitology, Pathology (หลักพยาธิวิทยา), Pharmacology (หลักเภสัชวิทยา)
** วิชาที่เหลือน้องอย่าพึ่งไปสนใจละกัน มันเป็นเกร็ดๆ บอกไปก็คง งงๆ กันได้อีก
- จะมีบางวิชาที่ใช้ PBL (Problem based learning) คือ ใช้ปัญหาเป็นฐาน พูดง่ายๆคือ จะมีสถานการณ์ให้น้องว่า
ถ้ามีคนไข้มาด้วยอาการอย่างนี้ คิดว่าเค้าเป็นโรคอะไร ควรรักษายังไง เพื่อเตรียมความพร้อมให้น้องก่อนขึ้นวอร์ด
6. ชั้น clinic เรียนอะไรบ้าง
พี่ขออธิบายรวมๆละกันนะครับ
- น้องจะได้ใช้ stethoscope (หูฟังของหมออ่า) และตรวจคนไข้ตั้งแต่ปี 4 โดยผ่านวอร์ดต่างๆ เช่น สูติ /ศัลย์ /อายุรศาสตร์ /กุมาร เป็นต้น
- ปี 4 กับ 5 จะต่างกันเพียงวอร์ดที่น้องจะเจอ
- ปี 6 จะต้องผ่านใหม่ทุกวอร์ด รวมถึงออกชุมชนด้วย ซึ่งน้องต้องฝึกจำ dose ยาที่จะใช้ และทำ(ให้ได้)ทุกอย่าง เพราะ จะจบไปเป็นหมอแล้วหนิ
- ชั้น clinic จะเรียนกันอย่างเมามัน คุ้มค่าหน่วยกิต
1. เปิดเทอมก่อนคณะอื่น :: ปี 4 จะเปิดเทอมประมาณ ต้นๆ พ.ค. (คณะอื่นเปิด 2 มิ.ย. 555) ซึ่งปี 5 เปิดก่อนปี 4 และ ปี 6 เปิดก่อนปี 5
2.ตอนเช้าและเย็น น้องจะต้องมาราวด์วอร์ด (ตรวจคนไข้ที่นอนใน ร.พ.) ทุกจันทร์-ศุกร์ บางวอร์ดราวเสาร์ อาทิตย์ด้วย
ตอนสายๆและบ่ายๆ ไปเรียนบรรยาย ฝึกทำหัตถการ
ตอนกลางคืน (ถ้าโชคดี) ปี 4 5 อยู่เวรเที่ยงคืน ปี 6 อยู่เวรถึงเช้า ซึ่งวันรุ่นขึ้งก็จะเรียนตามปกติ ไม่เกี่ยวว่าอยู่เวรแล้ววันรุ่งขึ้นหยุดพักผ่อน - -"
1. คนมักเข้าใจว่าหมอผู้ชายต้องใส่แว่นผมเรียบทุกคน
จริงๆ แล้วไม่ใช่ทุกคนหรอก
2. คนมักเข้าใจว่าหมอผู้หญิงต้องแต่งตัวป้าๆ
สวมแว่นตาหนาเตอะ ถ้าเช่นนี้โปรดระวัง
คนที่กำลัง dance สะบัดอยู่ข้างๆ คุณ
อาจเป็น resident 3 ก็ได้
3. ถ้าคุณเข้าใจว่าหมอทุกคนสามารถแทงเส้น
ได้เก่งกว่าพยาบาล .. คุณเข้าใจผิด
4. และถ้าคุณเข้าใจว่าพยาบาลทุกคนแทงเส้น
เก่งกว่าหมอ .. คุณก็เข้าใจผิดเช่นกัน
5. ไม่จำเป็นหรอกนะที่หมอต้องใส่เสื้อกาวน์
6. ดังนั้น .. เวลาขอความเห็นจากหมอ
หลายๆ คนพร้อมกันโปรดดูหน้าด้วย
บางทีคนที่ไม่ได้ใส่กาวน์เขาอาจเป็นอาจารย์
ส่วนคนที่ใส่เสื้อกาวน์เขาอาจเป็นแค่นักเรียนแพทย์
7. เป็นหมอไม่ได้จำเป็นว่าต้องรู้จักทุกโรค
8. และหมอเฉพาะทางก็รักษาหวัดได้
9. หมอที่จบศิริราชไม่ได้รู้เรื่องธาลัสซีเมียทุกคน
10. เช่นเดียวกับหมอรามาฯ
ที่ไม่ได้เก่งเรื่องเด็กไปทั้งหมด
11. คงเคยได้ยินคำว่า “หัวหมอ”
โปรดทำความเข้าใจใหม่ว่าไม่ได้มาจากหมอ
ที่แปลว่าแพทย์เพราะคำนี้มีมาก่อนมีอาชีพแพทย์
12. นักศึกษาแพทย์ทุกคนต้องเคยผ่าศพ
แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะไม่กลัวผี
13. คนเรียนหมอได้ไม่ใช่เก่งชีวะทุกคน
14. และคนเรียนหมอได้ไม่ใช่แค่ท่องจำเก่ง
15. คนชอบบอกว่าอาชีพหมอ ง่าย สบาย เงินดี
แต่แปลกที่คนพวกนี้มักไม่ใช่หมอ
16. หมอมักแนะนำให้คนไข้ออกกำลังกายมากๆ
พักผ่อนให้เพียงพอแต่ตัวเองกลับทำไม่ได้
17. โดยเฉพาะเรื่องพักผ่อนให้เพียงพอ
18. เป็นอาชีพหนึ่งที่อายุขัยยังเท่ากับคนไทย
เมื่อ 20 ปีก่อน
19. โปรดอย่าทำหน้าแปลกใจ
ที่เห็นหมอแต่งงานกับวิศวกร
20. หมอพรทิพย์เป็นหมอจริง
แต่หมอหน่อยกับหมออ้อยไม่ใช่หมอ
21. หมอก็ป่วยเป็น
22. หมอต้องกินข้าว
23. ถ้าตอน 5 ทุ่มคุณหลับไปโดยเห็นหมอยังไม่กลับ
และตอนหกโมงเช้าเห็นหมอยืนอยู่
นอกจากนึกว่า "ทำไมหมอแต่งตัวไม่เรียบร้อย
เสื้อก็ยับออกยังงั้น แถมยังเปื้อนนิดๆ
ผมเผ้าไม่ค่อยเรียบร้อย" ช่วยมองเพิ่มด้วยว่า
ขอบตาหมอดำแค่ไหน
24. ห้องพิเศษของผู้ป่วยไม่ใช่ห้องที่หมอ
ต้องอยู่ประจำ 24 ชั่วโมง
25. ถ้าคุณดูละครของช่อง 3 หรือ 7 เป็นประจำ
โปรดทำความเข้าใจเสียใหม่ว่าไม่มีหมอคนไหนหรอก
ที่วัดความดันกับดูเอกซเรย์ปอดก่อนที่จะบอกออกมา
ทันทีว่าคุณเป็นมะเร็งปอดระยะที่สาม .. นั่นมันละคร
26. อย่าลืมว่ากลางคืนเป็นเวลานอนของมนุษย์
... รวมทั้งหมอด้วย
27. นั่นหมายความว่า .. แพทย์เวร
ไม่ได้นั่งลืมตาอยู่เวรทั้งคืน
28. แม้จะเจาะเลือดคนไข้ได้
ก็ไม่ได้หมายความว่าหมอไม่กลัวเข็ม
29. แม้จะรักษาคนไข้ได้ก็ไม่ได้หมายความว่า
หมอจะรักษาตัวเองได้เสมอไป
30. หมอโรคหัวใจไม่ใช่ว่าจะเป็นโรคหัวใจไม่ได้
31. เช่นเดียวกับหมอรักษามะเร็ง หมอกระดูก ฯลฯ
32. หมอสูติฯ ก็ไม่ได้กลัวการคลอด
น้อยไปกว่าคนไข้เลย
33. หมอทุกคนไม่ได้เป็นอย่างที่ลงข่าว
34. หมอทุกคนไม่ได้ห้อยหูฟัง
35. และหมอก็ไม่ได้จำเป็นต้องใช้หูฟัง
ในการตรวจทุกครั้งด้วย
งานที่หลายคนไฝ่ฝันอาชีพ หมอ หรือแพทย์หรือนายแพทย์
ผมเองก็เคยฝันไว้เหมือนกันแต่ว่าการเรียนต้องขยันแล้วก็มีความรู้
เยอะครับ เก่งหลายด้าน ผมว่ากว่าจะสอบเป็นหมอได้ไม่ง่ายเหมือนกันครับ
ลองมาดูความหมายและความรู้เกี่ยวกับคุณหมอนะครับ
แพทย์ (อังกฤษ: physician, doctor) หรือเรียกเป็นภาษาพูดว่า “หมอ”
ในบางพื้นที่ตามชนบทแพทย์อาจถูกเรียกเป็น “หมอใหญ่” เพื่อเลี่ยง
ความสับสนกับการเรียกพยาบาลหรือเจ้าหน้าที่ทางด้านสาธารณสุขต่างๆ
แพทย์มีหน้าที่ ซักถามประวัติ ตรวจร่างกาย และส่งตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติม
เพื่อสั่งการรักษาหรือให้การรักษาโรค ส่งเสริมฟื้นฟูสุขภาพ ให้กับผู้ป่วย
ร่วมกับบุคลากรด้านสุขภาพอื่นๆ
การเข้าศึกษาแพทยศาสตร์
ปัจจุบันมีหน่วยงานชื่อว่า กลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย (กสพท.)
ทำหน้าที่จัดสอบคัดเลือกและประกาศผลนักเรียนที่จบการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่หก
เพื่อเข้ารับการศึกษาในคณะแพทยศาสตร์ต่างๆ ทั่วประเทศ และมีการรับนักเรียน
ตามโครงการต่างๆ อีกหลายโครงการ
การเรียนแพทยศาสตร์
การเรียนแพทยศาสตร์ในประเทศไทยใช้เวลาเรียน 6 ปี ปีแรกเรียนวิทยาศาสตร์ทั่วไป
เน้นเกี่ยวข้องทางชีววิทยา ปีที่ 2-3 เรียนวิชาที่เกี่ยวข้องทางการแพทย์ เรียกระยะนี้ว่า
ปรีคลินิก (Preclinic) ปีที่ 4-5 เรียนและฝึกงานผู้ป่วยจริงร่วมกับแพทย์รุ่นพี่และอาจารย์
เรียกระยะนี้ว่า ชั้นคลินิก (Clinic) และปีสุดท้ายเน้นฝึกปฏิบัติกับผู้ป่วยจริงภายใต้
การดูแลของแพทย์รุ่นพี่และอาจารย์เรียกระยะนี้ว่า เอกซ์เทอร์น (Extern)
แพทย์จบใหม่ในประเทศไทย
เมื่อนักเรียนแพทย์ในประเทศไทยศึกษาจบแพทยศาสตร์บัณฑิต บัณฑิตแพทย์ต้องมีการทำงาน
หรือการชดใช้ทุนของแพทย์เป็นเวลา 3 ปี โดยกำหนดให้ทำงานให้รัฐบาล ซึ่งหากผิดสัญญาต้อง
จ่ายค่าชดเชยให้รัฐตามแต่สัญญาซึ่งทำไว้ตั้งแต่ก่อนเข้ารับการศึกษากำหนด ในปีแรกแพทยสภา
กำหนดให้มีการฝึกปฏิบัติงานเพิ่มเติมในโรงพยาบาลใหญ่ๆ ภายใต้การดูแลของแพทย์รุ่นพี่ที่มี
ประสบการณ์เป็นเวลา 1 ปี ซึ่งเรียกระยะนี้ว่า อินเทอร์น (Intern)
แพทย์เฉพาะทาง
หลังจากที่บัณฑิตแพทย์สำเร็จการศึกษาออกมาและได้เพิ่มพูนทักษะตามจำนวนปีที่แพทยสภา
(Medical concils of Thailand) เป็นผู้กำหนดแล้ว สามารถสมัครเพื่ออบรมเป็นแพทย์ประจำบ้าน
(Medical Resident) และเมื่อจบหลักสูตรการอบรมและสามารถสอบใบรับรองจากราชวิทยาลัยแพทย์ต่างๆ
ได้แล้ว จึงจะได้เป็นแพทย์เฉพาะทางได้ต่อไป
สาขาของแพทย์เฉพาะทาง
* อายุรแพทย์ – แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านอายุรศาสตร์
* สูตินรีแพทย์ – แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสูตินรีเวชวิทยา
* ศัลยแพทย์ (Surgeon) – แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยศาสตร์
* จักษุแพทย์ (Opthalmologists) – แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจักษุวิทยา
* จิตแพทย์ – แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวชศาสตร์
* แพทย์โสตศอนาสิก – แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโสตศอนาสิกวิทยา
* พยาธิแพทย์ – แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพยาธิวิทยา
* รังสีแพทย์ – แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านรังสีวิทยา
* วิสัญญีแพทย์ (Anesthesiologists/Anesthetist) – แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านวิสัญญีวิทยา
* กุมารแพทย์ (Pediatrics) – แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกุมารเวชศาสตร์
* แพทย์เวชปฏิบัติครอบครัว (Family Medicine) – แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชปฏิบัติครอบครัว
* แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู- แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟู
* แพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉิน- แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ฉุกเฉิน
วิชาที่เรียนของแต่ละชั้นปี / ลักษณะการเรียน
1. การเรียนคณะแพทย์ ทุกสถาบันจะต้องเรียนทั้งสิ้น 6 ปีนะครับ
โดยจะแบ่งออกเป็น 2 section ใหญ่ๆ คือ
ช่วงชั้น pre clinic ได้แก่ ปี 1 2 และ 3
ช่วงชั้น clinic ได้แก่ ปี 4 5 และ 6 (น้องจะได้เจอผู้ป่วยในชั้น clinic นะ)
ซึ่งเมื่อจบมาไม่ว่าที่ไหน จะเป็นแพทย์ที่ดีได้เหมือนกัน แต่ระหว่างการเรียนอาจจะต่างตรงวิชา หรือ วอร์ดที่จะผ่านก่อนหลัง เท่านั้นเอง
ซึ่งที่นี้พี่คงรู้แค่ของทางจุฬาฯ ก็จะบอกเท่าที่รู้ละกันนะ
2.คำศัพท์ที่น้องๆมักสงสัยกัน คือ
- extern คือ นิสิตชั้นปีที่ 6
- intern คือ แพทย์ใช้ทุน (หลังจบปี 6 แล้วนั่นเอง)
- ward คือ ที่ที่ผู้ป่วยพักอยู่ (ผู้ป่วยใน)
- round คือ การไปเดินดูคนไข้ว่าอาการเป็นอย่างไร
3. ปี 1 เรียนอะไรบ้าง
- ภาษาอังกฤษ เช่น Experimental English 1+2 (อังกฤษมหาวิทยาลัย) English for Medical Professional 1+2 (เนื้อหาจะเกี่ยวกับแพทย์นิดนึง)
- Physics for Medical Students (จะเรียนฟิสิกส์แค่บางบท และเรียนแบบไม่มี cal ด้วย ^ ^)
- Chemistry for Medical Students (จะเรียนทั้ง gen chem และ organic chem เนื้อหาแอบเยอะพอควร) +Lab
- Doctor and society (เรื่องเกี่ยวกับแพทย์ทั่วๆไป เช่น Holistic approach, ประวัติทางการแพทย์)
- Cell Biology for Medical Students (จะเป็นเนื้อหาคล้ายๆกับชีวะ ม.ปลาย แต่ละเอียดลึกขึ้น และเสริมเนื้อหาบางอย่างที่จะใช้ในปีต่อๆไป)
- วิชาเลือกทั่วไปอีก 18 หน่วยกิต ซึ่งสามารถเลือกเรียนได้ตามอัธยาศัย
4. ปี 2 เรียนอะไรบ้าง
- ปีนี้น้องจะเน้นเรียนเกี่ยวกับร่างกายที่ปกติของคนเรา
- น้องจะได้ผ่ากรอส (ผ่าอาจารย์ใหญ่) ในเทอม 1
- จุฬาฯ จะเรียนเป็นระบบ block (การ integrate เนื้อหาที่เกี่ยวข้องกันเข้าด้วยกันนั่นเอง)
พูดง่ายๆ เช่น เมื่อน้องเรียนระบบกระดูก จะต้องเรียนว่ามันอยู่ที่ไหน (anatomy) ทำงานยังไง (physiology) เป็นต้น
- วิชาอื่นๆ เช่น Metabolism and Nutrition (เมแทบอลิสมและโภชนาการ), Neuroscience (ประสาทศาสตร์) เป็นต้น
5. ปี 3 เรียนอะไรบ้าง
- ปีนี้เราจะเน้นไปที่ร่างกายที่ผิดปกติ (หลังจากที่เราเรียนร่างกายที่ปกติว่ามันเป็นยังไงในปี 2 ไปแล้ว)
- วิชาที่เราจะเรียนก็จะมีมากมาย (ก็ปีหน้าจะต้องไปตรวจคนไข้แล้วหนิ) พี่ขอบอกเฉพาะที่สำคัญๆละกัน
Immunology (หลักภูมิคุ้มกันวิทยา), Microbiology and Parasitology, Pathology (หลักพยาธิวิทยา), Pharmacology (หลักเภสัชวิทยา)
** วิชาที่เหลือน้องอย่าพึ่งไปสนใจละกัน มันเป็นเกร็ดๆ บอกไปก็คง งงๆ กันได้อีก
- จะมีบางวิชาที่ใช้ PBL (Problem based learning) คือ ใช้ปัญหาเป็นฐาน พูดง่ายๆคือ จะมีสถานการณ์ให้น้องว่า
ถ้ามีคนไข้มาด้วยอาการอย่างนี้ คิดว่าเค้าเป็นโรคอะไร ควรรักษายังไง เพื่อเตรียมความพร้อมให้น้องก่อนขึ้นวอร์ด
6. ชั้น clinic เรียนอะไรบ้าง
พี่ขออธิบายรวมๆละกันนะครับ
- น้องจะได้ใช้ stethoscope (หูฟังของหมออ่า) และตรวจคนไข้ตั้งแต่ปี 4 โดยผ่านวอร์ดต่างๆ เช่น สูติ /ศัลย์ /อายุรศาสตร์ /กุมาร เป็นต้น
- ปี 4 กับ 5 จะต่างกันเพียงวอร์ดที่น้องจะเจอ
- ปี 6 จะต้องผ่านใหม่ทุกวอร์ด รวมถึงออกชุมชนด้วย ซึ่งน้องต้องฝึกจำ dose ยาที่จะใช้ และทำ(ให้ได้)ทุกอย่าง เพราะ จะจบไปเป็นหมอแล้วหนิ
- ชั้น clinic จะเรียนกันอย่างเมามัน คุ้มค่าหน่วยกิต
1. เปิดเทอมก่อนคณะอื่น :: ปี 4 จะเปิดเทอมประมาณ ต้นๆ พ.ค. (คณะอื่นเปิด 2 มิ.ย. 555) ซึ่งปี 5 เปิดก่อนปี 4 และ ปี 6 เปิดก่อนปี 5
2.ตอนเช้าและเย็น น้องจะต้องมาราวด์วอร์ด (ตรวจคนไข้ที่นอนใน ร.พ.) ทุกจันทร์-ศุกร์ บางวอร์ดราวเสาร์ อาทิตย์ด้วย
ตอนสายๆและบ่ายๆ ไปเรียนบรรยาย ฝึกทำหัตถการ
ตอนกลางคืน (ถ้าโชคดี) ปี 4 5 อยู่เวรเที่ยงคืน ปี 6 อยู่เวรถึงเช้า ซึ่งวันรุ่นขึ้งก็จะเรียนตามปกติ ไม่เกี่ยวว่าอยู่เวรแล้ววันรุ่งขึ้นหยุดพักผ่อน - -"
เรื่องยาที่ทุกคนควรรู้
เรื่องยาที่ทุกคนควรรู้
เมื่อป่วยไข้ไม่สบาย ยาที่แพทย์จ่ายให้ อาจมี ข้อแนะนำพิเศษในการใช้ยา ซึ่งควรรู้อย่างยิ่งว่ามันหมายความว่าอย่างไร เพื่อประสิทธิภาพในการรักษา
1. รับประทานติดต่อกันทุกวันจนหมด เพื่อให้การรักษาได้ผลดี ยาบางประเภทต้องรับประทานติดต่อกันเป็นระยะเวลานานหรือตามแพทย์สั่ง แม้ว่าอาการจะทุเลาลงหรือไม่มีอาการแล้วก็ตาม เช่น ยาฆ่าเชื้อ อะม็อกซี่ซิลีน เตตราซัยคลิน หากรับประทานไม่ครบกำหนดเวลา จะทำให้การรักษาไม่ได้ผล และอาจเกิดการดื้อยาได้ ยารักษาโรคเรื้อรังบางอย่างต้องรับประทานยาเป็นเวลานาน หยุดยาเองไม่ได้ เช่น ยาจำพวกสเตียรอยด์ (เพรดนิโซโลน) ยารักษาความบกพร่องของร่างกาย เช่น ยาเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคกระดูกบาง
2. เฉพาะเวลามีอาการ... ยาที่ใช้บรรเทาอาการต่างๆ เช่น ยาแก้ไอ ยาลดน้ำมูก ยาแก้ปวด ยาแก้ไข้ ยาแก้ท้องเสีย แพทย์อาจสั่งให้รับประทานเป็นช่วงๆ เช่น ทุก 4 ชั่วโมง เวลามีอาการ เมื่ออาการทุเลาลง ก็สามารถหยุดยาได้ ไม่จำเป็นต้องรับประทานต่อเนื่อง
3. ก่อนอาหาร ควรรับประทานก่อนอาหาร ? ถึง 1 ชั่วโมง อาหารอาจลดการดูดซึม หรือยับยั้งทำให้ยาบางชนิดออกฤทธิ์น้อยลง เช่น ยาปฏิชีวนะต่างๆ ยาบางอย่างต้องการให้ออกฤทธิ์ก่อนอาหาร เพื่อผลต่อระบบทางเดินอาหาร เช่น ยาแก้อาเจียน หรือในกรณียาเบาหวานบางชนิดที่ต้องรับประทานก่อนอาหาร เพื่อให้การดูดซึมและการออกฤทธิ์มีความสัมพันธ์กับการลดระดับน้ำตาลในเลือด
4. หลังอาหาร โดยทั่วไปควรรับประทานหลังอาหาร 15-30 นาที ยกเว้น ยาที่ระบุให้รับประทานหลังอาหารทันที
5. หลังอาหารทันที หรือ พร้อมอาหาร ยาบางชนิดทำให้เกิดการระคายเคืองกระเพาะอาหาร อาจทำให้คลื่นไส้อาเจียนได้ การรับประทานหลังอาหารทันทีหรือพร้อมอาหาร ก็เพื่อลดปัญหาดังกล่าว เช่น เพรดนิโซโลน แอสไพริน หรือในกรณียาเบาหวานบางชนิด ให้รับประทานพร้อมอาหารเพื่อช่วยลดการดูดซึมน้ำตาล
6. ควรดื่มน้ำตามมากๆ ยาพวกซัลฟา ละลายน้ำได้น้อยมาก อาจตกตะกอนในไต การดื่มน้ำมากๆ จะช่วยเพิ่มการละลายได้ หรือยาถ่ายที่ทำให้เพิ่มกากอุจจาระหรือที่ทำให้อุจจาระนิ่ม ควรดื่มน้ำตาม มากๆ
7. เคี้ยวยาให้ละเอียดก่อนกลืน ยาลดกรดชนิดเม็ด หรือยาบางชนิด ต้องเคี้ยวก่อน เพื่อให้ยากระจายตัวในกระเพาะอาหาร และออกฤทธิ์ได้ดีขึ้น
8. ห้ามรับประทานร่วมกับเหล้าหรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ยาปฏิชีวนะบางชนิด ยาลดน้ำตาลในเลือด ยาระงับประสาท ยานอนหลับ ยาแก้ปวด หรือยากดประสาทต่างๆ ตลอดจนยาแก้แพ้ จะเสริมฤทธิ์กับแอลกอฮอล์ ทำให้เกิดอันตรายได้
9. ไม่ควรรับประทานยานี้ร่วมกับนมหรือยาลดกรด เพราะนมและยาลดกรด ทำให้การดูดซึมยาบางชนิดลดลง จึงทำให้ผลการรักษาลดลงด้วย เช่น เตตราซัยคลิน ยาบำรุงที่มีธาตุเหล็ก
10.รับประทานยานี้แล้วอาจทำให้ง่วงซึม ยาแก้แพ้ ยานอนหลับ ยาแก้ปวดบางชนิด อาจมีผลข้างเคียง ทำให้ง่วงนอนหรือมึนงง ผู้ใช้ยาควรระมัดระวังในการขับรถหรือการใช้เครื่องจักรกล
11.รับประทานยานี้แล้วปัสสาวะจะมีสีส้มแดง ยาพวก Phenazopyridine ทำให้ปัสสาวะเป็นสีแดง อาจเข้าใจผิดว่าเป็นเลือด แต่ที่จริงเป็นสีจากยา หรือยา Rifampicin ทำให้น้ำลาย น้ำตา ปัสสาวะ เป็นสีแดงส้ม
12.เก็บไว้ในตู้เย็น โดยทั่วไปหมายถึงการเก็บที่อุณหภูมิ 2-8 องศาเซลเซียส โดยแช่ในช่องธรรมดา ไม่ต้องใส่ในช่องทำน้ำแข็ง หรือเก็บในกระติกน้ำแข็งตลอดเวลา เช่น ยาอินซูลิน วัคซีน หรือยาหยอดตาบางชนิด
วิธีสังเกตยาหมดอายุ
เราควรทราบวิธีสังเกตยาที่มีอยู่ว่ายังสามารถใช้ได้หรือไม่ เพื่อความปลอดภัยในการใช้ยา เพราะหากยาที่ใช้หมดอายุหรือเสื่อมคุณภาพแล้ว นอกจากจะไม่มีผลในการรักษา ยังอาจทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกายได้ ซึ่งมีวิธีการสังเกตง่ายๆ ดังนี้
วันหมดอายุ เขียนเป็นภาษาอังกฤษได้หลายแบบ เช่น Exp.date, Expiring, Use by หรือ Use before ตัวอย่างเช่น Exp.date 20/02/05 หมายความว่ายาจะหมดอายุในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2005
แต่หากบนฉลากไม่ได้กำหนดวันที่วันหมดอายุ ก็ให้หมายถึงวันสุดท้ายของเดือนนั้นๆ เช่น Exp.date 03/05 หมายความว่ายาจะหมดอายุในวันที่ 31 มีนาคม 2005
ในกรณีที่ยาไม่ได้กำหนดวันหมดอายุ อาจสังเกตได้จากวันที่ผลิต (Manufacturing date หรือ Mfg.date) ซึ่งโดยทั่วไป หากยานั้นผลิตมาเกิน 5 ปี ก็ไม่ควรนำมาใช้
ทั้งนี้ยาแต่ละชนิดจะมีอายุไม่เท่ากัน และการเก็บรักษาก็มีปัจจัยหลายอย่างที่มีผลกระทบ เช่น แสง ความร้อน ในบริเวณที่เก็บ ทำให้บางครั้งยาที่ยังไม่ถึงวันหมดอายุ แต่มีการเปลี่ยนแปลงลักษณะทางกายภาพไปแล้ว ก็ไม่ควรนำยานั้นมาใช้
การสังเกตลักษณะทางกายภาพของยา สามารถทำได้ง่ายๆ ยาที่เสื่อมคุณภาพแล้ว จะมีลักษณะดังนี้
ยาเม็ด มีลักษณะแตกกร่อน กะเทาะ เปลี่ยนสี หรือสีซีด
ยาเม็ดเคลือบ มีลักษณะเยิ้มเหนียว
ยาแคปซูล มีลักษณะบวม โป่งพอง ผงยาภายในจะจับกันเป็นก้อน เปลี่ยนสี หรืออาจมีเชื้อราขึ้นบนเปลือกแคปซูล
ยาน้ำเชื่อม มีลักษณะขุ่น มีตะกอน เปลี่ยนสี มีกลิ่นบูดหรือเหม็นเปรี้ยว
ยาน้ำแขวนตะกอน มีลักษณะตะกอนจับตัวเป็นก้อนแข็ง เขย่าแรงๆ ก็ไม่กระจาย
ยาน้ำอีมัลชั่น มีลักษณะเขย่าแล้วไม่รวมตัวเป็นเนื้อเดียวกัน
ยาครีม มีลักษณะแยกชั้น ไม่รวมเป็นเนื้อเดียวกัน เนื้อครีมเปลี่ยนสี
ยาหยอดตา เปลี่ยนจากน้ำใสๆ เป็นน้ำขุ่น หรือหยอดตาแล้วมีอาการแสบตามากกว่าปกติ โดยทั่วไปยา
ยาต้านและสูตรยาที่ควรรู้
เมื่อร่างกายได้รับเชื้อ hiv เจ้าเชื้อนี่ก็จะไปทำลายเม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่ง
ทำให้ภูมิคุ้มกันในร่างกายลดลง เมื่อชีดีโฟต่ำกว่า200 หรือป่วยด้วยโรคฉวยโอกาสเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมากที่เราจะต้องได้รับยาต้าน ยาต้านมีอยู่มากกว่า 20 ชนิดเป็นยาที่ไปขัดขวางการเพิ่มจำนวนของไวรัสจัดออกเป็นกลุ่มได้ดังนี้
กลุ่ม เอ็นอาร์ที่ไอ (NRTI) เช่น เอแซดที (AZT) ดีดีไอ ( DDI)
ดีโฟที ( D4T) 3 ทีชี (3TC) อะบาคาเวียร์( Abacavir) ทีนอฟโฟเวียร์( TDF)
กลุ่ม เอ็น เอ็น อาร์ที่ไอ (NNRTI) เช่น เนวิราปีน (NVP) เอฟฟาไวเร็นช์ (EFV)
กลุ่ม พีไอ( PI) เช่น ชาควินาเวียร์ (SQV) อินดินาเวียร์ (IDV) ริโทนาเวียร์
( RTV) เนลฟินาเวียร์ (RFV) ลิโฟนาเวียร์ ( LPV) คาเลททรา ( Kaletra) เป็นยารวมเม็ดของ โลพินาเวียร์ + ริโทนาเวียร์ LPV + RTV
ยารูปแบบสามชนิดรวมกันในเม็ดเดียว
ดีโฟที + 3ทีชี + เนวิราปีน รวมกันเป็น จีพีโอเวียร์ (GPO – virS)
เอแซดที + 3ทีชี + เนวิราปีน รวมกันเป็น จีพีโอเวียร์ (GPO – virZ)
เมื่อเรารู้กลุ่มยาต้านแล้วใครที่เพิ่งได้รับยาครั้งแรกก็จะได้สูตรพื้นฐาน
กลุ่ม A ยา 2 ชนิดจากกลุ่ม NRTI และ 1 ชนิด จาก กลุ่ม NNRTI
ดีโฟร์ที + สามทีชี+ เนวิราปีน ( d4t+3tc+ nvp)
ดีโฟร์ที + สามทีชี + เอฟฟาไวเร็นซ์ ( d4t+3tc+ efv)
เอแซดที + สามทีชี+ เนวิราปีน ( azt+3tc+ nvp)
เอแซดที+ สามทีชี+ เอฟฟาไวเร็นซ์ ( azt+3tc+ efv)
สูตรพื้นฐานกลุ่ม B เมื่อไม่สามารถทนผลข้างเคียงหรือแพ้ยาสูตรพื้นฐานกลุ่ม A
ดีโฟร์ที + สามที่ชี + อินดินาเวียร์ / ริโทนาเวียร์ ( IDV/r)
เอแซดที + สามที่ชี + อินดินาเวียร์ / ริโทนาเวียร์ ( IDV/r)
สูตรพื้นฐานกลุ่ม C เมื่อไม่สามารถทนผลข้างเคียงหรือแพ้ยาสูตรพื้นฐานกลุ่ม A และ B ได้
การปรับเปลี่ยนมาใช้กลุ่มนี้ต้องได้รับอนุมัติจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
ดีดีไอ + สามทีชี+ เนวิราปีน ( ddi+3tc+ nvp)
ดีดีไอ + สามทีชี+ เอฟฟาไวเร็น ( ddi+3tc+ efv)
ดีดีไอ + สามทีชี + อินดินาเวียร์/ ริโทนาเวียร์ ( ddi+3tc+ IDV/r)
ทีนอฟโฟเวียร์+ สามทีชี+เนวิราปีน ( TDF+3TC+NVP)
ทีนอฟโฟเวียร์+ สามทีชี+เอฟฟาไวเร็นซ์ ( TDF+3TC+EFV)
ทีนอฟโฟเวียร์+ สามทีชี+ อินดินาเวียร์/ ริโทนาเวียร์ ( TDF+3TC+IDV/r)
สูตรดื้อยากรณีผู้ใหญ่
สูตรดื้อยากลุ่ม D จะต้องได้รับคำอนุมัติจากแพทย์
ประกอบด้วย
เอแซดที + สามที่ชี +BOOSTED PIs
เอแซดที + ดีดีได +BOOSTED PIs
เอแซดที + ทินอฟโฟเวียร์ +BOOSTED PIs
ทินอฟโฟเวียร์ + สามที่ชี +BOOSTED PIs
ดีดีไอ+สาที่ชี+BOOSTED PIs
ดีโฟร์ที + สามทีชี +BOOSTED PIs
เอแซดที+สามที่ชี+ทินอฟโฟเวียร์+BOOSTED PIs
เนวิราปีน หรือ เอฟฟาไวเร็นซ์ + BOOSTED PIs
โดย BOOSTED PIs ได้แก่
อินดินาเวียร์/ ริโทนาเวียร์ (IDV/r)
ลิโพนาเวียร์ ( LPV/r)
อะทาสนาเวียร์ ( ATV/r)
จากหนังสือรู้จักรักษาได้ของ สปสข
ยาแต่ละสูตรใครทานมาบ้างแล้วทานได้นานเท่าไหร่ผลข้างเคียงเป็นอย่างไรเล่าสู่กันฟังบ้างนะครับ
เมื่อป่วยไข้ไม่สบาย ยาที่แพทย์จ่ายให้ อาจมี ข้อแนะนำพิเศษในการใช้ยา ซึ่งควรรู้อย่างยิ่งว่ามันหมายความว่าอย่างไร เพื่อประสิทธิภาพในการรักษา
1. รับประทานติดต่อกันทุกวันจนหมด เพื่อให้การรักษาได้ผลดี ยาบางประเภทต้องรับประทานติดต่อกันเป็นระยะเวลานานหรือตามแพทย์สั่ง แม้ว่าอาการจะทุเลาลงหรือไม่มีอาการแล้วก็ตาม เช่น ยาฆ่าเชื้อ อะม็อกซี่ซิลีน เตตราซัยคลิน หากรับประทานไม่ครบกำหนดเวลา จะทำให้การรักษาไม่ได้ผล และอาจเกิดการดื้อยาได้ ยารักษาโรคเรื้อรังบางอย่างต้องรับประทานยาเป็นเวลานาน หยุดยาเองไม่ได้ เช่น ยาจำพวกสเตียรอยด์ (เพรดนิโซโลน) ยารักษาความบกพร่องของร่างกาย เช่น ยาเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคกระดูกบาง
2. เฉพาะเวลามีอาการ... ยาที่ใช้บรรเทาอาการต่างๆ เช่น ยาแก้ไอ ยาลดน้ำมูก ยาแก้ปวด ยาแก้ไข้ ยาแก้ท้องเสีย แพทย์อาจสั่งให้รับประทานเป็นช่วงๆ เช่น ทุก 4 ชั่วโมง เวลามีอาการ เมื่ออาการทุเลาลง ก็สามารถหยุดยาได้ ไม่จำเป็นต้องรับประทานต่อเนื่อง
3. ก่อนอาหาร ควรรับประทานก่อนอาหาร ? ถึง 1 ชั่วโมง อาหารอาจลดการดูดซึม หรือยับยั้งทำให้ยาบางชนิดออกฤทธิ์น้อยลง เช่น ยาปฏิชีวนะต่างๆ ยาบางอย่างต้องการให้ออกฤทธิ์ก่อนอาหาร เพื่อผลต่อระบบทางเดินอาหาร เช่น ยาแก้อาเจียน หรือในกรณียาเบาหวานบางชนิดที่ต้องรับประทานก่อนอาหาร เพื่อให้การดูดซึมและการออกฤทธิ์มีความสัมพันธ์กับการลดระดับน้ำตาลในเลือด
4. หลังอาหาร โดยทั่วไปควรรับประทานหลังอาหาร 15-30 นาที ยกเว้น ยาที่ระบุให้รับประทานหลังอาหารทันที
5. หลังอาหารทันที หรือ พร้อมอาหาร ยาบางชนิดทำให้เกิดการระคายเคืองกระเพาะอาหาร อาจทำให้คลื่นไส้อาเจียนได้ การรับประทานหลังอาหารทันทีหรือพร้อมอาหาร ก็เพื่อลดปัญหาดังกล่าว เช่น เพรดนิโซโลน แอสไพริน หรือในกรณียาเบาหวานบางชนิด ให้รับประทานพร้อมอาหารเพื่อช่วยลดการดูดซึมน้ำตาล
6. ควรดื่มน้ำตามมากๆ ยาพวกซัลฟา ละลายน้ำได้น้อยมาก อาจตกตะกอนในไต การดื่มน้ำมากๆ จะช่วยเพิ่มการละลายได้ หรือยาถ่ายที่ทำให้เพิ่มกากอุจจาระหรือที่ทำให้อุจจาระนิ่ม ควรดื่มน้ำตาม มากๆ
7. เคี้ยวยาให้ละเอียดก่อนกลืน ยาลดกรดชนิดเม็ด หรือยาบางชนิด ต้องเคี้ยวก่อน เพื่อให้ยากระจายตัวในกระเพาะอาหาร และออกฤทธิ์ได้ดีขึ้น
8. ห้ามรับประทานร่วมกับเหล้าหรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ยาปฏิชีวนะบางชนิด ยาลดน้ำตาลในเลือด ยาระงับประสาท ยานอนหลับ ยาแก้ปวด หรือยากดประสาทต่างๆ ตลอดจนยาแก้แพ้ จะเสริมฤทธิ์กับแอลกอฮอล์ ทำให้เกิดอันตรายได้
9. ไม่ควรรับประทานยานี้ร่วมกับนมหรือยาลดกรด เพราะนมและยาลดกรด ทำให้การดูดซึมยาบางชนิดลดลง จึงทำให้ผลการรักษาลดลงด้วย เช่น เตตราซัยคลิน ยาบำรุงที่มีธาตุเหล็ก
10.รับประทานยานี้แล้วอาจทำให้ง่วงซึม ยาแก้แพ้ ยานอนหลับ ยาแก้ปวดบางชนิด อาจมีผลข้างเคียง ทำให้ง่วงนอนหรือมึนงง ผู้ใช้ยาควรระมัดระวังในการขับรถหรือการใช้เครื่องจักรกล
11.รับประทานยานี้แล้วปัสสาวะจะมีสีส้มแดง ยาพวก Phenazopyridine ทำให้ปัสสาวะเป็นสีแดง อาจเข้าใจผิดว่าเป็นเลือด แต่ที่จริงเป็นสีจากยา หรือยา Rifampicin ทำให้น้ำลาย น้ำตา ปัสสาวะ เป็นสีแดงส้ม
12.เก็บไว้ในตู้เย็น โดยทั่วไปหมายถึงการเก็บที่อุณหภูมิ 2-8 องศาเซลเซียส โดยแช่ในช่องธรรมดา ไม่ต้องใส่ในช่องทำน้ำแข็ง หรือเก็บในกระติกน้ำแข็งตลอดเวลา เช่น ยาอินซูลิน วัคซีน หรือยาหยอดตาบางชนิด
วิธีสังเกตยาหมดอายุ
เราควรทราบวิธีสังเกตยาที่มีอยู่ว่ายังสามารถใช้ได้หรือไม่ เพื่อความปลอดภัยในการใช้ยา เพราะหากยาที่ใช้หมดอายุหรือเสื่อมคุณภาพแล้ว นอกจากจะไม่มีผลในการรักษา ยังอาจทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกายได้ ซึ่งมีวิธีการสังเกตง่ายๆ ดังนี้
วันหมดอายุ เขียนเป็นภาษาอังกฤษได้หลายแบบ เช่น Exp.date, Expiring, Use by หรือ Use before ตัวอย่างเช่น Exp.date 20/02/05 หมายความว่ายาจะหมดอายุในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2005
แต่หากบนฉลากไม่ได้กำหนดวันที่วันหมดอายุ ก็ให้หมายถึงวันสุดท้ายของเดือนนั้นๆ เช่น Exp.date 03/05 หมายความว่ายาจะหมดอายุในวันที่ 31 มีนาคม 2005
ในกรณีที่ยาไม่ได้กำหนดวันหมดอายุ อาจสังเกตได้จากวันที่ผลิต (Manufacturing date หรือ Mfg.date) ซึ่งโดยทั่วไป หากยานั้นผลิตมาเกิน 5 ปี ก็ไม่ควรนำมาใช้
ทั้งนี้ยาแต่ละชนิดจะมีอายุไม่เท่ากัน และการเก็บรักษาก็มีปัจจัยหลายอย่างที่มีผลกระทบ เช่น แสง ความร้อน ในบริเวณที่เก็บ ทำให้บางครั้งยาที่ยังไม่ถึงวันหมดอายุ แต่มีการเปลี่ยนแปลงลักษณะทางกายภาพไปแล้ว ก็ไม่ควรนำยานั้นมาใช้
การสังเกตลักษณะทางกายภาพของยา สามารถทำได้ง่ายๆ ยาที่เสื่อมคุณภาพแล้ว จะมีลักษณะดังนี้
ยาเม็ด มีลักษณะแตกกร่อน กะเทาะ เปลี่ยนสี หรือสีซีด
ยาเม็ดเคลือบ มีลักษณะเยิ้มเหนียว
ยาแคปซูล มีลักษณะบวม โป่งพอง ผงยาภายในจะจับกันเป็นก้อน เปลี่ยนสี หรืออาจมีเชื้อราขึ้นบนเปลือกแคปซูล
ยาน้ำเชื่อม มีลักษณะขุ่น มีตะกอน เปลี่ยนสี มีกลิ่นบูดหรือเหม็นเปรี้ยว
ยาน้ำแขวนตะกอน มีลักษณะตะกอนจับตัวเป็นก้อนแข็ง เขย่าแรงๆ ก็ไม่กระจาย
ยาน้ำอีมัลชั่น มีลักษณะเขย่าแล้วไม่รวมตัวเป็นเนื้อเดียวกัน
ยาครีม มีลักษณะแยกชั้น ไม่รวมเป็นเนื้อเดียวกัน เนื้อครีมเปลี่ยนสี
ยาหยอดตา เปลี่ยนจากน้ำใสๆ เป็นน้ำขุ่น หรือหยอดตาแล้วมีอาการแสบตามากกว่าปกติ โดยทั่วไปยา
ยาต้านและสูตรยาที่ควรรู้
เมื่อร่างกายได้รับเชื้อ hiv เจ้าเชื้อนี่ก็จะไปทำลายเม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่ง
ทำให้ภูมิคุ้มกันในร่างกายลดลง เมื่อชีดีโฟต่ำกว่า200 หรือป่วยด้วยโรคฉวยโอกาสเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมากที่เราจะต้องได้รับยาต้าน ยาต้านมีอยู่มากกว่า 20 ชนิดเป็นยาที่ไปขัดขวางการเพิ่มจำนวนของไวรัสจัดออกเป็นกลุ่มได้ดังนี้
กลุ่ม เอ็นอาร์ที่ไอ (NRTI) เช่น เอแซดที (AZT) ดีดีไอ ( DDI)
ดีโฟที ( D4T) 3 ทีชี (3TC) อะบาคาเวียร์( Abacavir) ทีนอฟโฟเวียร์( TDF)
กลุ่ม เอ็น เอ็น อาร์ที่ไอ (NNRTI) เช่น เนวิราปีน (NVP) เอฟฟาไวเร็นช์ (EFV)
กลุ่ม พีไอ( PI) เช่น ชาควินาเวียร์ (SQV) อินดินาเวียร์ (IDV) ริโทนาเวียร์
( RTV) เนลฟินาเวียร์ (RFV) ลิโฟนาเวียร์ ( LPV) คาเลททรา ( Kaletra) เป็นยารวมเม็ดของ โลพินาเวียร์ + ริโทนาเวียร์ LPV + RTV
ยารูปแบบสามชนิดรวมกันในเม็ดเดียว
ดีโฟที + 3ทีชี + เนวิราปีน รวมกันเป็น จีพีโอเวียร์ (GPO – virS)
เอแซดที + 3ทีชี + เนวิราปีน รวมกันเป็น จีพีโอเวียร์ (GPO – virZ)
เมื่อเรารู้กลุ่มยาต้านแล้วใครที่เพิ่งได้รับยาครั้งแรกก็จะได้สูตรพื้นฐาน
กลุ่ม A ยา 2 ชนิดจากกลุ่ม NRTI และ 1 ชนิด จาก กลุ่ม NNRTI
ดีโฟร์ที + สามทีชี+ เนวิราปีน ( d4t+3tc+ nvp)
ดีโฟร์ที + สามทีชี + เอฟฟาไวเร็นซ์ ( d4t+3tc+ efv)
เอแซดที + สามทีชี+ เนวิราปีน ( azt+3tc+ nvp)
เอแซดที+ สามทีชี+ เอฟฟาไวเร็นซ์ ( azt+3tc+ efv)
สูตรพื้นฐานกลุ่ม B เมื่อไม่สามารถทนผลข้างเคียงหรือแพ้ยาสูตรพื้นฐานกลุ่ม A
ดีโฟร์ที + สามที่ชี + อินดินาเวียร์ / ริโทนาเวียร์ ( IDV/r)
เอแซดที + สามที่ชี + อินดินาเวียร์ / ริโทนาเวียร์ ( IDV/r)
สูตรพื้นฐานกลุ่ม C เมื่อไม่สามารถทนผลข้างเคียงหรือแพ้ยาสูตรพื้นฐานกลุ่ม A และ B ได้
การปรับเปลี่ยนมาใช้กลุ่มนี้ต้องได้รับอนุมัติจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
ดีดีไอ + สามทีชี+ เนวิราปีน ( ddi+3tc+ nvp)
ดีดีไอ + สามทีชี+ เอฟฟาไวเร็น ( ddi+3tc+ efv)
ดีดีไอ + สามทีชี + อินดินาเวียร์/ ริโทนาเวียร์ ( ddi+3tc+ IDV/r)
ทีนอฟโฟเวียร์+ สามทีชี+เนวิราปีน ( TDF+3TC+NVP)
ทีนอฟโฟเวียร์+ สามทีชี+เอฟฟาไวเร็นซ์ ( TDF+3TC+EFV)
ทีนอฟโฟเวียร์+ สามทีชี+ อินดินาเวียร์/ ริโทนาเวียร์ ( TDF+3TC+IDV/r)
สูตรดื้อยากรณีผู้ใหญ่
สูตรดื้อยากลุ่ม D จะต้องได้รับคำอนุมัติจากแพทย์
ประกอบด้วย
เอแซดที + สามที่ชี +BOOSTED PIs
เอแซดที + ดีดีได +BOOSTED PIs
เอแซดที + ทินอฟโฟเวียร์ +BOOSTED PIs
ทินอฟโฟเวียร์ + สามที่ชี +BOOSTED PIs
ดีดีไอ+สาที่ชี+BOOSTED PIs
ดีโฟร์ที + สามทีชี +BOOSTED PIs
เอแซดที+สามที่ชี+ทินอฟโฟเวียร์+BOOSTED PIs
เนวิราปีน หรือ เอฟฟาไวเร็นซ์ + BOOSTED PIs
โดย BOOSTED PIs ได้แก่
อินดินาเวียร์/ ริโทนาเวียร์ (IDV/r)
ลิโพนาเวียร์ ( LPV/r)
อะทาสนาเวียร์ ( ATV/r)
จากหนังสือรู้จักรักษาได้ของ สปสข
ยาแต่ละสูตรใครทานมาบ้างแล้วทานได้นานเท่าไหร่ผลข้างเคียงเป็นอย่างไรเล่าสู่กันฟังบ้างนะครับ
วันจันทร์ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
จงเป็นหมอ อย่าเป็นหมอ
จงเป็นหมอ อย่าเป็นหมอ
อย่าเป็นหมอ เพราะเห็นเป็นอาชีพสูง
อย่าเป็นหมอ เพราะคนจูงให้เข้าหา
อย่าเป็นหมอ เพราะชื่อเสียงและเงินตรา
อย่าเป็นหมอ เพราะบุพการีให้เป็น
จงเป็นหมอ เพราะจิตวิญญาณมี
จงเป็นหมอ ที่ดีไปทุกคน
จงเป็นหมอ ที่พร้อมช่วยเหลือคน
จงเป็นหมอ ที่พลีตนเพื่อประชา
อย่าเป็นหมอ เพราะมีคนกราบไหว้
อย่าเป็นหมอ ให้เขารู้ว่ากูเจ๋ง
อย่าเป็นหมอ เพราะไม่มีอะไรเป็น
อย่าเป็นหมอ เพราะดูเด่นกว่าใครๆ
จงเป็นหมอ เพราะเป็นด้วยใจรัก
จงเป็นหมอ เพราะอยากช่วยคนทุกข์เข็ญ
จงเป็นหมอ ที่เหมาะสมควรจะเป็น
จงเป็นหมอ ที่ดีเด่นจนวันตาย "
เครดิต : หนังสือ เกิดมาเพื่อเป็นหมอ โดย หมอบ้านนอก (นามปากกา
อย่าเป็นหมอ เพราะเห็นเป็นอาชีพสูง
อย่าเป็นหมอ เพราะคนจูงให้เข้าหา
อย่าเป็นหมอ เพราะชื่อเสียงและเงินตรา
อย่าเป็นหมอ เพราะบุพการีให้เป็น
จงเป็นหมอ เพราะจิตวิญญาณมี
จงเป็นหมอ ที่ดีไปทุกคน
จงเป็นหมอ ที่พร้อมช่วยเหลือคน
จงเป็นหมอ ที่พลีตนเพื่อประชา
อย่าเป็นหมอ เพราะมีคนกราบไหว้
อย่าเป็นหมอ ให้เขารู้ว่ากูเจ๋ง
อย่าเป็นหมอ เพราะไม่มีอะไรเป็น
อย่าเป็นหมอ เพราะดูเด่นกว่าใครๆ
จงเป็นหมอ เพราะเป็นด้วยใจรัก
จงเป็นหมอ เพราะอยากช่วยคนทุกข์เข็ญ
จงเป็นหมอ ที่เหมาะสมควรจะเป็น
จงเป็นหมอ ที่ดีเด่นจนวันตาย "
เครดิต : หนังสือ เกิดมาเพื่อเป็นหมอ โดย หมอบ้านนอก (นามปากกา
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
