ข้อเท็จจริงของอาชีพแพทย์
1. คนมักเข้าใจว่าหมอผู้ชายต้องใส่แว่นผมเรียบทุกคน
จริงๆ แล้วไม่ใช่ทุกคนหรอก
2. คนมักเข้าใจว่าหมอผู้หญิงต้องแต่งตัวป้าๆ
สวมแว่นตาหนาเตอะ ถ้าเช่นนี้โปรดระวัง
คนที่กำลัง dance สะบัดอยู่ข้างๆ คุณ
อาจเป็น resident 3 ก็ได้
3. ถ้าคุณเข้าใจว่าหมอทุกคนสามารถแทงเส้น
ได้เก่งกว่าพยาบาล .. คุณเข้าใจผิด
4. และถ้าคุณเข้าใจว่าพยาบาลทุกคนแทงเส้น
เก่งกว่าหมอ .. คุณก็เข้าใจผิดเช่นกัน
5. ไม่จำเป็นหรอกนะที่หมอต้องใส่เสื้อกาวน์
6. ดังนั้น .. เวลาขอความเห็นจากหมอ
หลายๆ คนพร้อมกันโปรดดูหน้าด้วย
บางทีคนที่ไม่ได้ใส่กาวน์เขาอาจเป็นอาจารย์
ส่วนคนที่ใส่เสื้อกาวน์เขาอาจเป็นแค่นักเรียนแพทย์
7. เป็นหมอไม่ได้จำเป็นว่าต้องรู้จักทุกโรค
8. และหมอเฉพาะทางก็รักษาหวัดได้
9. หมอที่จบศิริราชไม่ได้รู้เรื่องธาลัสซีเมียทุกคน
10. เช่นเดียวกับหมอรามาฯ
ที่ไม่ได้เก่งเรื่องเด็กไปทั้งหมด
11. คงเคยได้ยินคำว่า “หัวหมอ”
โปรดทำความเข้าใจใหม่ว่าไม่ได้มาจากหมอ
ที่แปลว่าแพทย์เพราะคำนี้มีมาก่อนมีอาชีพแพทย์
12. นักศึกษาแพทย์ทุกคนต้องเคยผ่าศพ
แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะไม่กลัวผี
13. คนเรียนหมอได้ไม่ใช่เก่งชีวะทุกคน
14. และคนเรียนหมอได้ไม่ใช่แค่ท่องจำเก่ง
15. คนชอบบอกว่าอาชีพหมอ ง่าย สบาย เงินดี
แต่แปลกที่คนพวกนี้มักไม่ใช่หมอ
16. หมอมักแนะนำให้คนไข้ออกกำลังกายมากๆ
พักผ่อนให้เพียงพอแต่ตัวเองกลับทำไม่ได้
17. โดยเฉพาะเรื่องพักผ่อนให้เพียงพอ
18. เป็นอาชีพหนึ่งที่อายุขัยยังเท่ากับคนไทย
เมื่อ 20 ปีก่อน
19. โปรดอย่าทำหน้าแปลกใจ
ที่เห็นหมอแต่งงานกับวิศวกร
20. หมอพรทิพย์เป็นหมอจริง
แต่หมอหน่อยกับหมออ้อยไม่ใช่หมอ
21. หมอก็ป่วยเป็น
22. หมอต้องกินข้าว
23. ถ้าตอน 5 ทุ่มคุณหลับไปโดยเห็นหมอยังไม่กลับ
และตอนหกโมงเช้าเห็นหมอยืนอยู่
นอกจากนึกว่า "ทำไมหมอแต่งตัวไม่เรียบร้อย
เสื้อก็ยับออกยังงั้น แถมยังเปื้อนนิดๆ
ผมเผ้าไม่ค่อยเรียบร้อย" ช่วยมองเพิ่มด้วยว่า
ขอบตาหมอดำแค่ไหน
24. ห้องพิเศษของผู้ป่วยไม่ใช่ห้องที่หมอ
ต้องอยู่ประจำ 24 ชั่วโมง
25. ถ้าคุณดูละครของช่อง 3 หรือ 7 เป็นประจำ
โปรดทำความเข้าใจเสียใหม่ว่าไม่มีหมอคนไหนหรอก
ที่วัดความดันกับดูเอกซเรย์ปอดก่อนที่จะบอกออกมา
ทันทีว่าคุณเป็นมะเร็งปอดระยะที่สาม .. นั่นมันละคร
26. อย่าลืมว่ากลางคืนเป็นเวลานอนของมนุษย์
... รวมทั้งหมอด้วย
27. นั่นหมายความว่า .. แพทย์เวร
ไม่ได้นั่งลืมตาอยู่เวรทั้งคืน
28. แม้จะเจาะเลือดคนไข้ได้
ก็ไม่ได้หมายความว่าหมอไม่กลัวเข็ม
29. แม้จะรักษาคนไข้ได้ก็ไม่ได้หมายความว่า
หมอจะรักษาตัวเองได้เสมอไป
30. หมอโรคหัวใจไม่ใช่ว่าจะเป็นโรคหัวใจไม่ได้
31. เช่นเดียวกับหมอรักษามะเร็ง หมอกระดูก ฯลฯ
32. หมอสูติฯ ก็ไม่ได้กลัวการคลอด
น้อยไปกว่าคนไข้เลย
33. หมอทุกคนไม่ได้เป็นอย่างที่ลงข่าว
34. หมอทุกคนไม่ได้ห้อยหูฟัง
35. และหมอก็ไม่ได้จำเป็นต้องใช้หูฟัง
ในการตรวจทุกครั้งด้วย
งานที่หลายคนไฝ่ฝันอาชีพ หมอ หรือแพทย์หรือนายแพทย์
ผมเองก็เคยฝันไว้เหมือนกันแต่ว่าการเรียนต้องขยันแล้วก็มีความรู้
เยอะครับ เก่งหลายด้าน ผมว่ากว่าจะสอบเป็นหมอได้ไม่ง่ายเหมือนกันครับ
ลองมาดูความหมายและความรู้เกี่ยวกับคุณหมอนะครับ
แพทย์ (อังกฤษ: physician, doctor) หรือเรียกเป็นภาษาพูดว่า “หมอ”
ในบางพื้นที่ตามชนบทแพทย์อาจถูกเรียกเป็น “หมอใหญ่” เพื่อเลี่ยง
ความสับสนกับการเรียกพยาบาลหรือเจ้าหน้าที่ทางด้านสาธารณสุขต่างๆ
แพทย์มีหน้าที่ ซักถามประวัติ ตรวจร่างกาย และส่งตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติม
เพื่อสั่งการรักษาหรือให้การรักษาโรค ส่งเสริมฟื้นฟูสุขภาพ ให้กับผู้ป่วย
ร่วมกับบุคลากรด้านสุขภาพอื่นๆ
การเข้าศึกษาแพทยศาสตร์
ปัจจุบันมีหน่วยงานชื่อว่า กลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย (กสพท.)
ทำหน้าที่จัดสอบคัดเลือกและประกาศผลนักเรียนที่จบการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่หก
เพื่อเข้ารับการศึกษาในคณะแพทยศาสตร์ต่างๆ ทั่วประเทศ และมีการรับนักเรียน
ตามโครงการต่างๆ อีกหลายโครงการ
การเรียนแพทยศาสตร์
การเรียนแพทยศาสตร์ในประเทศไทยใช้เวลาเรียน 6 ปี ปีแรกเรียนวิทยาศาสตร์ทั่วไป
เน้นเกี่ยวข้องทางชีววิทยา ปีที่ 2-3 เรียนวิชาที่เกี่ยวข้องทางการแพทย์ เรียกระยะนี้ว่า
ปรีคลินิก (Preclinic) ปีที่ 4-5 เรียนและฝึกงานผู้ป่วยจริงร่วมกับแพทย์รุ่นพี่และอาจารย์
เรียกระยะนี้ว่า ชั้นคลินิก (Clinic) และปีสุดท้ายเน้นฝึกปฏิบัติกับผู้ป่วยจริงภายใต้
การดูแลของแพทย์รุ่นพี่และอาจารย์เรียกระยะนี้ว่า เอกซ์เทอร์น (Extern)
แพทย์จบใหม่ในประเทศไทย
เมื่อนักเรียนแพทย์ในประเทศไทยศึกษาจบแพทยศาสตร์บัณฑิต บัณฑิตแพทย์ต้องมีการทำงาน
หรือการชดใช้ทุนของแพทย์เป็นเวลา 3 ปี โดยกำหนดให้ทำงานให้รัฐบาล ซึ่งหากผิดสัญญาต้อง
จ่ายค่าชดเชยให้รัฐตามแต่สัญญาซึ่งทำไว้ตั้งแต่ก่อนเข้ารับการศึกษากำหนด ในปีแรกแพทยสภา
กำหนดให้มีการฝึกปฏิบัติงานเพิ่มเติมในโรงพยาบาลใหญ่ๆ ภายใต้การดูแลของแพทย์รุ่นพี่ที่มี
ประสบการณ์เป็นเวลา 1 ปี ซึ่งเรียกระยะนี้ว่า อินเทอร์น (Intern)
แพทย์เฉพาะทาง
หลังจากที่บัณฑิตแพทย์สำเร็จการศึกษาออกมาและได้เพิ่มพูนทักษะตามจำนวนปีที่แพทยสภา
(Medical concils of Thailand) เป็นผู้กำหนดแล้ว สามารถสมัครเพื่ออบรมเป็นแพทย์ประจำบ้าน
(Medical Resident) และเมื่อจบหลักสูตรการอบรมและสามารถสอบใบรับรองจากราชวิทยาลัยแพทย์ต่างๆ
ได้แล้ว จึงจะได้เป็นแพทย์เฉพาะทางได้ต่อไป
สาขาของแพทย์เฉพาะทาง
* อายุรแพทย์ – แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านอายุรศาสตร์
* สูตินรีแพทย์ – แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสูตินรีเวชวิทยา
* ศัลยแพทย์ (Surgeon) – แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยศาสตร์
* จักษุแพทย์ (Opthalmologists) – แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจักษุวิทยา
* จิตแพทย์ – แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวชศาสตร์
* แพทย์โสตศอนาสิก – แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโสตศอนาสิกวิทยา
* พยาธิแพทย์ – แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพยาธิวิทยา
* รังสีแพทย์ – แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านรังสีวิทยา
* วิสัญญีแพทย์ (Anesthesiologists/Anesthetist) – แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านวิสัญญีวิทยา
* กุมารแพทย์ (Pediatrics) – แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกุมารเวชศาสตร์
* แพทย์เวชปฏิบัติครอบครัว (Family Medicine) – แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชปฏิบัติครอบครัว
* แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู- แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟู
* แพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉิน- แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ฉุกเฉิน
วิชาที่เรียนของแต่ละชั้นปี / ลักษณะการเรียน
1. การเรียนคณะแพทย์ ทุกสถาบันจะต้องเรียนทั้งสิ้น 6 ปีนะครับ
โดยจะแบ่งออกเป็น 2 section ใหญ่ๆ คือ
ช่วงชั้น pre clinic ได้แก่ ปี 1 2 และ 3
ช่วงชั้น clinic ได้แก่ ปี 4 5 และ 6 (น้องจะได้เจอผู้ป่วยในชั้น clinic นะ)
ซึ่งเมื่อจบมาไม่ว่าที่ไหน จะเป็นแพทย์ที่ดีได้เหมือนกัน แต่ระหว่างการเรียนอาจจะต่างตรงวิชา หรือ วอร์ดที่จะผ่านก่อนหลัง เท่านั้นเอง
ซึ่งที่นี้พี่คงรู้แค่ของทางจุฬาฯ ก็จะบอกเท่าที่รู้ละกันนะ
2.คำศัพท์ที่น้องๆมักสงสัยกัน คือ
- extern คือ นิสิตชั้นปีที่ 6
- intern คือ แพทย์ใช้ทุน (หลังจบปี 6 แล้วนั่นเอง)
- ward คือ ที่ที่ผู้ป่วยพักอยู่ (ผู้ป่วยใน)
- round คือ การไปเดินดูคนไข้ว่าอาการเป็นอย่างไร
3. ปี 1 เรียนอะไรบ้าง
- ภาษาอังกฤษ เช่น Experimental English 1+2 (อังกฤษมหาวิทยาลัย) English for Medical Professional 1+2 (เนื้อหาจะเกี่ยวกับแพทย์นิดนึง)
- Physics for Medical Students (จะเรียนฟิสิกส์แค่บางบท และเรียนแบบไม่มี cal ด้วย ^ ^)
- Chemistry for Medical Students (จะเรียนทั้ง gen chem และ organic chem เนื้อหาแอบเยอะพอควร) +Lab
- Doctor and society (เรื่องเกี่ยวกับแพทย์ทั่วๆไป เช่น Holistic approach, ประวัติทางการแพทย์)
- Cell Biology for Medical Students (จะเป็นเนื้อหาคล้ายๆกับชีวะ ม.ปลาย แต่ละเอียดลึกขึ้น และเสริมเนื้อหาบางอย่างที่จะใช้ในปีต่อๆไป)
- วิชาเลือกทั่วไปอีก 18 หน่วยกิต ซึ่งสามารถเลือกเรียนได้ตามอัธยาศัย
4. ปี 2 เรียนอะไรบ้าง
- ปีนี้น้องจะเน้นเรียนเกี่ยวกับร่างกายที่ปกติของคนเรา
- น้องจะได้ผ่ากรอส (ผ่าอาจารย์ใหญ่) ในเทอม 1
- จุฬาฯ จะเรียนเป็นระบบ block (การ integrate เนื้อหาที่เกี่ยวข้องกันเข้าด้วยกันนั่นเอง)
พูดง่ายๆ เช่น เมื่อน้องเรียนระบบกระดูก จะต้องเรียนว่ามันอยู่ที่ไหน (anatomy) ทำงานยังไง (physiology) เป็นต้น
- วิชาอื่นๆ เช่น Metabolism and Nutrition (เมแทบอลิสมและโภชนาการ), Neuroscience (ประสาทศาสตร์) เป็นต้น
5. ปี 3 เรียนอะไรบ้าง
- ปีนี้เราจะเน้นไปที่ร่างกายที่ผิดปกติ (หลังจากที่เราเรียนร่างกายที่ปกติว่ามันเป็นยังไงในปี 2 ไปแล้ว)
- วิชาที่เราจะเรียนก็จะมีมากมาย (ก็ปีหน้าจะต้องไปตรวจคนไข้แล้วหนิ) พี่ขอบอกเฉพาะที่สำคัญๆละกัน
Immunology (หลักภูมิคุ้มกันวิทยา), Microbiology and Parasitology, Pathology (หลักพยาธิวิทยา), Pharmacology (หลักเภสัชวิทยา)
** วิชาที่เหลือน้องอย่าพึ่งไปสนใจละกัน มันเป็นเกร็ดๆ บอกไปก็คง งงๆ กันได้อีก
- จะมีบางวิชาที่ใช้ PBL (Problem based learning) คือ ใช้ปัญหาเป็นฐาน พูดง่ายๆคือ จะมีสถานการณ์ให้น้องว่า
ถ้ามีคนไข้มาด้วยอาการอย่างนี้ คิดว่าเค้าเป็นโรคอะไร ควรรักษายังไง เพื่อเตรียมความพร้อมให้น้องก่อนขึ้นวอร์ด
6. ชั้น clinic เรียนอะไรบ้าง
พี่ขออธิบายรวมๆละกันนะครับ
- น้องจะได้ใช้ stethoscope (หูฟังของหมออ่า) และตรวจคนไข้ตั้งแต่ปี 4 โดยผ่านวอร์ดต่างๆ เช่น สูติ /ศัลย์ /อายุรศาสตร์ /กุมาร เป็นต้น
- ปี 4 กับ 5 จะต่างกันเพียงวอร์ดที่น้องจะเจอ
- ปี 6 จะต้องผ่านใหม่ทุกวอร์ด รวมถึงออกชุมชนด้วย ซึ่งน้องต้องฝึกจำ dose ยาที่จะใช้ และทำ(ให้ได้)ทุกอย่าง เพราะ จะจบไปเป็นหมอแล้วหนิ
- ชั้น clinic จะเรียนกันอย่างเมามัน คุ้มค่าหน่วยกิต
1. เปิดเทอมก่อนคณะอื่น :: ปี 4 จะเปิดเทอมประมาณ ต้นๆ พ.ค. (คณะอื่นเปิด 2 มิ.ย. 555) ซึ่งปี 5 เปิดก่อนปี 4 และ ปี 6 เปิดก่อนปี 5
2.ตอนเช้าและเย็น น้องจะต้องมาราวด์วอร์ด (ตรวจคนไข้ที่นอนใน ร.พ.) ทุกจันทร์-ศุกร์ บางวอร์ดราวเสาร์ อาทิตย์ด้วย
ตอนสายๆและบ่ายๆ ไปเรียนบรรยาย ฝึกทำหัตถการ
ตอนกลางคืน (ถ้าโชคดี) ปี 4 5 อยู่เวรเที่ยงคืน ปี 6 อยู่เวรถึงเช้า ซึ่งวันรุ่นขึ้งก็จะเรียนตามปกติ ไม่เกี่ยวว่าอยู่เวรแล้ววันรุ่งขึ้นหยุดพักผ่อน - -"
วันอาทิตย์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น